คุณยังไม่มีสินค้าในรถเข็น

คุณยังไม่มีสินค้าในรถเข็น

6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง  (ปกอ่อน)

6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง (ปกอ่อน)

ธงชัย วินิจจะกูล

สถานะของสินค้า : สินค้าพร้อมส่ง

ราคาปกติ: 280 บาท

Special Price 252 บาท

ลด 28.00 บาท (10%)

คำนำผู้เขียน

เกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยแม้แต่วันเดียวที่ผ่านไปโดยผมไม่ได้คิดถึง 6 ตุลา ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง 6 ตุลาปรากฏขึ้นมาในความคิดจิตใจของผมทุกวันนับแต่เช้าวันที่ 6 ตุลาคม ปี 2519 ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นภาพของความโหดร้ายตามที่ผมเห็นกับตา หรือใบหน้าของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นรูปคนที่เสียชีวิตที่ผมเห็นหลังจากวันนั้น หรือเป็นใบหน้าของคนที่ยิ้ม คนที่ร้องไห้ คนที่ติดคุกร่วมกัน แน่นอนว่าต้องมีภาพเหล่านี้ขึ้นมาด้วย แต่บ่อยครั้งก็เป็นภาพหรือสัญญะที่เกี่ยวกับ 6 ตุลาทั้งโดยตรงโดยอ้อม อย่างเช่น พ่อของจารุพงษ์ ทองสินธุ์ สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บ่อยครั้งมากที่ตัวหนังสือ “6 ตุลา” ผุดขึ้นมาในใจ ผมคิดถึง 6 ตุลาไม่เว้นแม้แต่วันเดียวมา 40 ปีแล้ว

นี่ไม่ได้หมายความว่าผมยังหมกมุ่นหรือต้องการแก้แค้นอย่างที่หลายคนเคยกล่าวถึงผมอย่างมั่วๆ ในที่สาธารณะ คนเหล่านั้นไม่เคยเจอกับตัวเองแต่กลับปากเสีย ที่สำคัญ พวกเขาทำราวกับว่าการจดจำวันที่ 6 ตุลาเป็นเรื่องที่ผิด ราวกับว่าเราควรจะลืมมันเสีย ที่ผ่านมาสังคมไทยลงโทษ กดปราบ หรือไม่สนับสนุนให้จดจำฆาตกรรมการเมืองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แม้จะดีขึ้นบ้างใน 20 ปีหลังที่ผ่านมา แต่สังคมไทยก็ไม่มีความพยายามจะจดจำหรือจัดการกับอาชญากรรมครั้งนั้นแต่อย่างใด ยังคงเก็บไว้เงียบๆ และให้รางวัลกับการลืม ผมเห็นว่าการจดจำวันที่ 6 ตุลาเป็นการกระทำที่รับผิดชอบที่สุดต่ออดีต ต่อผู้ที่เสียชีวิต ต่อความยุติธรรม และต่ออนาคตของสังคมไทย

เมื่อปี 2539 ผมเคยเขียนบันทึกความทรงจำที่มีต่อเหตุการณ์ในเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 ในที่นี้ผมอยากจะบอกเล่าให้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวผมเองว่าอยู่กับความทรงจำต่อ 6 ตุลา และจัดการกับความทรงจำนั้นอย่างไร

หลังจากความหดหู่เศร้าเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นระหว่างที่อยู่ในคุก ความเศร้าเสียใจในตอนนั้นอยู่คู่กับการปลอบประโลมโดยความหวังว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอาจจะได้ชัยชนะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความหวังเช่นนี้คงอยู่เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น เพราะในที่สุดก็ถดถอยลงจนล่มสลายหายไปสิ้น ไม่ใช่แค่พรรคคอมมิวนิสต์ แต่รวมถึงขบวนการปีกซ้ายในสังคมไทยทั้งหมด ความโกรธเศร้าเสียใจที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็เปลี่ยนกลายเป็นความรู้สึกผิดที่มีส่วนในการจากไปของเพื่อนหลายคนโดยที่ไม่มีผลอะไรดีขึ้นมาเป็นการตอบแทนให้แก่เขาเลย ผมไม่ทราบว่าคนอื่นๆ จะยังคงแค้นใจหรือไม่แค่ไหน สำหรับผม ความรู้สึกผิดยังทำให้ความรู้สึกโกรธแค้นค่อยๆ หมดไปด้วยตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อนแล้ว ช่วงเดียวกันนั้นคือหลังออกจากคุกมาแล้ว สังคมไทยไม่ต้องการจะพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาอีก ทั้งรัฐและสังคมส่งเสริมให้คนลืม “อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ” ความเงียบเข้าครอบงำการจดจำรู้จัก 6 ตุลาในสังคมไทย ความรู้สึกผิดบวกความเงียบทำให้ผมเก็บความครุ่นคิดทุกอย่างต่อ 6 ตุลากลับเข้าไว้ภายใน ไม่พูดเรื่องนี้กับใครต่อมาหลายปี

แต่ความเงียบหรือการไม่พูดมิได้หมายถึงลืม หากหมายถึงความทรงจำที่เก็บไว้เงียบๆ หรือถูกกดไว้ไม่มีพื้นที่แสดงออก หรือไม่มี “ภาษา” ให้สื่อสารกับคนอื่นๆ ในเรื่องนั้น

การล่มสลายของฝ่ายซ้ายและความคิดมาร์กซิสม์/เหมาอิสม์ในเมืองไทยกลับมีผลดีต่อผม ผมโชคดีที่การล่มสลายของฝ่ายซ้ายเกิดขึ้นในระหว่างที่ผมเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศ สามารถเข้าถึงหนังสือมากมายได้ง่าย และโชคดีที่อยู่ห่างจากเมืองไทย ไม่ต้องหมกมุ่นกับการถกเถียงซ้ำๆ ซากๆ ในกรอบจำกัดคับแคบ ความสับสนทางความคิดบวกความรู้สึกผิดที่ยังอยู่ติดตัวตลอดในช่วงนั้น กลายเป็นแรงผลักไปสู่การผจญภัยทางปัญญา และปลูกฝังสปิริต (spirit) ของเสรีนิยมในความหมายคลาสสิก คือการเปิดกว้าง พอใจและต้อนรับความหลากหลาย ที่สำคัญคือได้เรียนรู้วัฒนธรรมทางปัญญาในสังคมที่มีวุฒิภาวะทางปัญญา ผมมีเวลาคิดทบทวนวิพากษ์วิจารณ์ความคิด วิธีคิด สปิริต รวมถึงธรรมเนียมวิธีต่อสู้ทางความคิดในหมู่ฝ่ายซ้ายของไทย (ซึ่งไม่ประเทืองปัญญาเท่าไร) ผมกระหายที่จะเผชิญกับความรู้ใหม่ๆ หลุดกรอบข้ามขอบฟ้าทางปัญญาเดิมๆ ออกไป รับสปิริตเสรีนิยม พร้อมๆ กับเรียนรู้ที่จะยืนให้มั่นคงบนหลักการสำคัญๆ ไปพร้อมกัน เหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของผมไม่แต่เพียงวิธีคิดและวิชาชีพทางวิชาการ แต่ยังเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต เป็นพื้นฐานให้ผมพัฒนาศีลธรรมจริยธรรมของตัวเราเอง และเป็นพื้นฐานของการที่ผมใช้ในการจัดการกับความทรงจำของตัวเองต่อ 6 ตุลาด้วย

วิทยานิพนธ์ (1988) และหนังสือ Siam Mapped (1994) เป็นผลผลิตของการปลดปล่อย (catharsis) ของผม หมายถึงกระบวนการที่ผมเองผันความทรงจำและความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงที่มีต่อ 6 ตุลา ให้กลายเป็นการต่อสู้ทางปัญญารบรากับรัฐไทยที่ก่ออาชญากรรมครั้งนั้น ถ้าหากคิดว่าการต่อสู้กับรัฐอาชญากรมีแค่การประดาบกันตรงๆ เท่านั้น ก็คงยากจะเข้าใจข้อนี้ แต่หากเข้าใจว่าอาชญากรรมเมื่อ 6 ตุลาใหญ่หลวงขนาดไหนในแง่เหตุปัจจัยทั้งหลาย ทั้งที่เห็นกันจะๆ และที่ฝังรากลึกใน “ประวัติศาสตร์” ก็คงเข้าใจความหมายของบรรทัดท้ายๆ ในบันทึกเมี่อปี 2539 ที่ผมเขียนว่า “ประวัติศาสตร์ช่างโหดร้ายเหลือเกิน” และคงเข้าใจว่า Siam Mapped ต่อกรกับรัฐอาชญากรของ 6 ตุลาอย่างไร การต่อสู้กับ “ประวัติศาสตร์” ต้องสู้กันถึงราก ต้องสู้ด้วยพลังทางปัญญา และอาจต้องสู้ข้ามพ้นชั่วอายุของเรา

ประมาณช่วงกลางทศวรรษ 1990 ผมคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาบ่อยครั้งขึ้นว่าจะครบรอบ 20 ปีแล้วแต่กลับไม่มีการพูดถึง 6 ตุลา ความเงียบยังครอบคลุมความทรงจำ 6 ตุลาอยู่ในขณะนั้น ในช่วงเดียวกัน โลกตะวันตกมีการทบทวนรำลึกโศกนาฏกรรมใหญ่ระดับโลกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สำคัญคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหรือโฮโลคอสต์ (Holocaust) ผมได้เรียนรู้มากมายจากงานวิชาการและการถกเถียงที่มีทั่วไปหมด ภาวะเช่นนั้นผลักให้ผมผันความทรงจำที่มีต่อ 6 ตุลาออกมาเป็นการลงแรงทางปัญญาอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาหลักที่ผมคิดในขณะนั้นคือ ทำอย่างไรถึงจะทะลวงความเงียบของ 6 ตุลาที่ปกคลุมอยู่ การศึกษาเรื่องความทรงจำช่วยให้ผมเข้าใจดีขึ้นว่าสังคมไทยจัดการกับความทรงจำต่อ 6 ตุลาอย่างไร และทำไม รวมทั้งเข้าใจตัวเองดีขึ้นด้วย ผลผลิตของการลงแรงทางปัญญาครั้งนั้นในขั้นแรกก็คือบทความที่ตีพิมพ์ใน สารคดี เมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นบทความเดียวกันกับอีกชิ้นในภาษาอังกฤษ ที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอในการประชุม The International Conference on Thai Studies ที่เชียงใหม่ในปีเดียวกัน ต่อมาผมพัฒนาปรับปรุงบทความภาษาอังกฤษชิ้นนั้นและตีพิมพ์ในปี 2545 ซึ่งแปลและรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย

จดหมายที่ผมเขียนถึงเพื่อนๆ เมื่อเดือนกันยายน 2538 โดยแฟกซ์ไปถึงเพื่อนจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นศูนย์กลางของกลุ่มเพื่อน 3-4 กลุ่มด้วยกัน (ต่อมาจดหมายนี้ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน 6 ตุลาคม 2538 ; และดู ภาคผนวก 1 ในเล่มนี้ ) เป็นความตั้งใจของผมที่ต้องการให้จดหมายออกไปสู่วงกว้าง แต่ผลที่ตามมาของจดหมายฉบับนั้นเกินความคาดหมายของผมอย่างคาดไม่ถึง จนเกิดขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความทรงจำตลอดทั้งปีหลังจากนั้นจนถึง 6 ตุลาคม 2539 เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความทรงจำที่ใหญ่ที่สุดในสังคมไทย หากไม่นับกิจกรรมหรือขบวนการที่รัฐเป็นผู้ผลักดัน

งานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาเป็นโอกาสสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ด้วยตัวเองโดยตรงเกี่ยวกับการเมืองของความทรงจำ (memory politics) ผมอาจจะเป็นคนจุดความสนใจเรื่องความทรงจำ อาจจะได้อ่านมาก่อนจากหนังสือ แต่ครั้งนั้นผมได้ประสบด้วยตัวเอง ได้เรียนรู้หลายอย่างต่างจากที่เคยอ่านในหนังสือ หลายอย่างไม่คาดคิดด้วยซ้ำไป ผมได้เรียนรู้ว่าจะมีท่าทีหรือจัดการอย่างไรต่อความทรงจำส่วนบุคคลและความทรงจำรวมหมู่ซึ่งแตกต่างหลากหลายในเรื่องเดียวกัน จะทำอย่างไรถึงจะให้ความทรงจำกลายเป็นขบวนการทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อความยุติธรรม จะมีส่วนร่วมหรือสร้างขบวนการทางการเมืองที่เกี่ยวกับความทรงจำอย่างไร และอื่นๆ อีกหลายประเด็น เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากที่ได้เรียนรู้ความทรงจำที่แปรเป็นการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการลงมือกระทำของบุคคลและกลุ่มคนที่มีความทรงจำต่อเหตุการณ์เดียวกันแตกต่างกันมาก รวมถึงตรงข้ามกันและขัดแย้งกันก็มี

ณ เวลานั้น นักสู้รุ่นเดือนตุลาทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงจนแตกต่างกันมากในแง่ความคิด การเมืองและชีวิต ความทรงจำที่พวกเขามีต่ออดีตร่วมกันอาจยังคงคล้ายกันอยู่ในแง่ข้อเท็จจริงมูลฐาน แต่แตกต่างกันมากในแง่ความหมายของอดีตที่มีต่อเขาในเวลาต่อมาจนถึงขณะนั้น ซึ่งมีผลให้เขาจดจำและหลงลืม หรือให้ความสำคัญมากและน้อยต่อข้อเท็จจริง เหตุการณ์ย่อยๆ บุคคล คำกล่าวสำคัญๆ ได้แตกต่างกันมาก เพราะความหมายของอดีตตามความรับรู้ในภายหลังมักเป็นปัจจัยกำกับความทรงจำ ทำนองเดียวกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ ในแง่ที่ว่าถึงแม้เหตุการณ์ซึ่งเรารับรู้ได้นั้นได้ผ่านไปแล้ว แต่ความรู้ทางประวัติศาสตร์หรือความทรงจำเองก็ยังเปลี่ยนได้ตลอดเวลา มีการซ่อมสร้างใหม่อยู่เรื่อย แถมความทรงจำยังเป็นมุมมองย้อนหลัง (Retro-perspective) ซึ่งถูกก่อรูปก่อร่างด้วยมุมมองในปัจจุบัน ความทรงจำจึงผูกพันอย่างมากกับอุดมการณ์ วัฒนธรรม และความเป็นจริงทางสังคมในช่วงหนึ่งๆ ซึ่งความทรงจำนั้นแสดงออกมา และที่สำคัญคือความทรงจำถูกจัดแจงก่อรูปก่อร่างด้วยการเมืองของเวลาที่เปลี่ยนไป (Chrono-politics)

มีบางคนเห็นว่าการรำลึก 6 ตุลาไม่ควรจะมีขึ้นจนกว่าเราจะสะสางความทรงจำได้ถูกต้องก่อน ความคิดเช่นนี้เป็นการฝืนความเป็นจริงทางสังคม ทำนองเดียวกับความคิดว่าประชาธิปไตยควรรอไปก่อนจนกว่าประชาชนจะมีการศึกษาพอ สุจริตชนควรได้รับการเคารพตามเหมาะสมไม่ว่าจะมีความคิดหรืออดีตเป็นมาอย่างไร แต่การทำให้เขาไม่มีที่ยืนทางสังคมเพราะมีอดีตเป็นชนักปักหลัง ซ้ำยังปิดกั้นกดเขาให้อยู่ในความเงียบ ไม่มีโอกาสเล่าเรื่องของเขาเองต่อสาธารณชน เป็นการทำลายปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลอย่างร้ายแรง พวกเขาจึงต้องการให้เรื่องเล่าของเขามีที่ทางในปริมณฑลสาธารณะเพื่อมีที่ยืนทางสังคม แต่ความทรงจำหลากหลายที่มีต่ออดีตเดียวกันเป็นความเป็นจริงทางสังคมตามปกติ ครั้นความทรงจำของเขามีโอกาสเผยตัว เรื่องเล่าหลากหลายก็โผล่ขึ้นมาทันทีทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของอดีตเดียวกัน นอกจากนั้นผมยังเห็นว่า ต่อให้มีความทรงจำที่ถูกต้องจริง ก็ไม่มีทางสะสางความไม่ถูกต้องด้วยการให้ผู้รู้ประทานความทรงจำที่ถูกต้องลงมาชะล้างจนสะอาดก่อนจึงค่อยสร้างที่ยืนทางสังคม แต่ต้องสะสางกันในปริมณฑลสาธารณะ ความรู้ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกว่าไม่มีทางได้การยอมรับดัวยการบังคับให้คนเชื่อผ่านแบบเรียน ฉันใด ความทรงจำ 6 ตุลาก็ไม่มีทางสะสางได้หากไม่มีปริมณฑลสาธารณะ ฉันนั้น

ภารกิจสำคัญที่สุดในการรำลึกเมื่อปี 2539 ในความเห็นของผม คือการเปิดปริมณฑลสาธารณะให้แก่วาทกรรม 6 ตุลา ปลดปล่อยให้ความทรงจำ 6 ตุลาได้รับอิสระเผยตัวออกมา ปลดปล่อยให้ผู้ที่เคยเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ได้บอกเล่าเรื่อง 6 ตุลาในแบบที่เขาจดจำหลังจากถูกทำให้เงียบมา 20 ปีก่อนหน้านั้น กล้าที่จะแบ่งปันความทรงจำเรื่องเล่าของเขาในปริมณฑลสาธารณะโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปฏิเสธจากสังคมอีกต่อไป ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ตัวเองมีชีวิตรอดแถมล้มเหลวทางการเมือง ถ้าหากไม่มีพวกเขาและความทรงจำของพวกเขา ก็จะไม่มีปริมณฑลสาธารณะสำหรับวาทกรรม 6 ตุลา ไม่มีการต่อสู้เรื่องความทรงจำ บันทึกความทรงจำมากมายที่ตีพิมพ์หลังจากนั้นก็อาจจะยังอยู่ในความเงียบ วาทกรรม 6 ตุลาและสิ่งพิมพ์มากมายได้รับอานิสงส์จากการเกิดปริมณฑลสาธารณะที่ยอมให้ความทรงจำเหล่านั้นเปิดเผยและดำรงอยู่ต่อมานับจากการรำลึก 6 ตุลาคราวนั้น

ผมยังหวังด้วยว่าการสร้างพื้นที่ให้แก่วาทกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลาในปริมณฑลสาธารณะ จะเป็นการเปิดประตูต่อสู้กับการลอยนวลไม่ต้องรับผิด (impunity) เพื่อจะนำไปสู่ความยุติธรรมสักวันในที่สุด ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจนถึงวันนี้จะยังมี “เพดาน” อันจำกัดอยู่ ทำให้ไม่สามารถพูดได้หมดก็ตาม แต่การขยายเพดานของวาทกรรม 6 ตุลา หลังจากการรำลึก 20 ปี 6 ตุลา เมื่อปี 2539 ได้มีส่วนช่วยบุกเบิกให้สังคมตระหนักถึงพลังการเมืองที่อำพรางตัวตลอดมา มีการผลิตความรู้ให้เข้าใจพลังการเมืองนั้นมากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นคลังทางปัญญารอให้ผู้คนมาตักตวงได้เมื่อถึงเวลา เช่น ในปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” ที่แพร่อย่างรวดเร็วหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สงสัยต่อสถานะเหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์ (ดังที่ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นในหนังสือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง [2556])

ประมาณต้นทศวรรษ 2000 หรือปี 2540 เศษ เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งในการศึกษาความทรงจำ 6 ตุลา กล่าวคือผมตระหนักว่ามีอย่างน้อยอีก 2 ประเด็นใหญ่ที่ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ หนึ่ง ความทรงจำของฝ่ายขวา หรือความทรงจำของผู้กระทำเมื่อวันที่ 6 ตุลา สอง ที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น ผมถือว่าความเงียบเป็นสิ่งที่ไม่ดี ต้องต่อสู้ให้พ้นจากความเงียบ แต่ผมตระหนักในช่วงนั้นว่าความเงียบไม่ใช่เลวร้ายเสมอไป ความเงียบบางแบบมีคุณมีประโยชน์มีคุณค่า การศึกษาเรื่องความทรงจำของฝ่ายขวา (ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย) นำไปสู่แหล่งเอกสารสำคัญซึ่งเป็นขุมทรัพย์ข้อมูลอย่างที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน (ต้องขอบคุณธนาพล อิ๋วสกุล ผู้พบแหล่งเอกสารเกี่ยวกับ 6 ตุลา ที่พิพิธภัณฑ์อัยการ) การวิจัยเกี่ยวกับความทรงจำฝ่ายขวาช่วยเปิดใจผมให้กว้างมากขึ้นอีก ความน่าเห็นอกเห็นใจที่มีให้ต่อผู้กระทำการในเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่เคยมีผลต่อผม แต่ภาวะเปิดหูเปิดตาคือทำให้ผมเข้าใจมุมมอง การให้เหตุผลแบบผู้กระทำการตามความทรงจำของผู้กระทำการซึ่งผมไม่เคยคิดอย่างจริงจังมาก่อน ความทรงจำของพวกเขาช่วยให้ผมเรียนรู้จักผู้ที่เคยเป็นคู่ปรับ เห็นด้านที่เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีข้อจำกัดมากมายไม่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เห็นพวกเขาต่อสู้ดิ้นรนกับความทรงจำที่มีต่อ 6 ตุลาเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะต่อสู้ดิ้นรนคนละแบบกับบรรดาเหยื่อผู้ถูกกระทำ พวกเขาตกอยู่ในกับดักของการเมืองของเวลาที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

หลังการศึกษาเรื่องความทรงจำของฝ่ายขวา ผมก็ยังศึกษาประเด็นสำคัญอีกบางเรื่อง เพราะผมตั้งใจจะเขียนเป็นหนังสือ ประเด็นหนึ่งคือสิ่งที่ผมเรียกว่า “ความทรงจำต่อเหตุการณ์ 16 ตุลาที่ไม่เคยเกิด” ผมเห็นว่าวาทกรรม 16 ตุลาไม่ใช่ความผิดพลาดเผอเรอเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นอาการโรคที่สะท้อนภาวะในสังคมไทยที่ไม่สามารถพูดถึง 6 ตุลาได้หมดเปลือก วาทกรรม 16 ตุลาก่อรูปก่อร่างประดิษฐ์ขึ้นมาจากเหตุการณ์ตุลาทั้งสองครั้งแต่ไม่รวมส่วนที่ห้ามพูด เพื่อให้เหลือเฉพาะความทรงจำที่พอรับกันได้ประกอบขึ้นเป็น 16 ตุลา มีความทรงจำและวาทกรรมอีกบางอย่างที่เป็นผลจากภาวะเดียวกัน เช่น อาจารย์ป๋วยกับ 6 ตุลา เป็นต้น แต่คงต้องขออธิบายในโอกาสอื่น

อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องของคนเดือนตุลา คนเดือนตุลาเป็นอัตลักษณ์ทางการเมืองที่ก่อรูปก่อร่างบนฐานความทรงจำของเหตุการณ์ตุลาสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา กลุ่มคนที่เรียกว่าคนเดือนตุลาอาจจะไม่เคยตระหนักว่า เงื่อนไขการดำรงอยู่ของพวกเขาไม่ใช่ปัจจุบันแต่คือความทรงจำ สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคืออดีต ปัจจุบันของพวกเขาแตกต่างหลากหลายกันมาก เพราะฉะนั้นก็เพียงรอวันระเบิดขึ้นมาเท่านั้นเอง ซึ่งในที่สุดความแตกต่างหลากหลายของคนเดือนตุลาก็ระเบิดในวิกฤตทางการเมือง 10 ปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ “คนเดือนตุลา” ในฐานะอัตลักษณ์ทางการเมืองคงค่อยๆ ตายไปอย่างเงียบๆ นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะอธิบายในหนังสือที่กำลังเขียนอยู่

ณ วันนี้ 6 ตุลาได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งมากจนไม่สามารถกล่าวได้อีกแล้วว่าตกอยู่ในความเงียบ แต่เอาเข้าจริง ถึงแม้จะมีการพูดถึงกล่าวถึงมากมายบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีอีกเยอะที่ตกอยู่ในความเงียบ นับตั้งแต่การรำลึก 20 ปี 6 ตุลา เมื่อปี 2539 วาทกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลาเน้นแต่เรื่องความรุนแรง โศกนาฏกรรม ควรหลีกเลี่ยงอย่าให้เกิดขึ้นอีก แต่ว่า 6 ตุลาเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครทำ ภายใต้เงื่อนไขอะไร หรือว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้จริงหรือ อย่างไร คำถามเหล่านี้กลับไม่เป็นที่กล่าวถึงหรือถกเถียงกันแต่อย่างใด ดังนั้น 6 ตุลาตามที่ได้รับการเอ่ยถึงมากเหลือเกิน กลับเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของ 6 ตุลา โศกนาฏกรรมทางการเมืองก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลังปี 2539 นี่หมายความว่าวาทกรรมเกี่ยวกับ 6 ตุลาอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้มีความหมายสักเท่าไร แต่ยังมีอีกมากที่เราน่าจะต้องพูดถึงเกี่ยวกับ 6 ตุลา ยังมีอีกมากที่เราต้องรื้อขึ้นมาเกี่ยวกับความทรงจำต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น

การที่ 6 ตุลามีปริศนาสำคัญที่ยังค้างคาไม่เคยได้กล่าวถึงอย่างจริงจัง ไม่เคยสะสาง หรือเรียกได้ว่ายังตกอยู่ในปริมณฑลของความเงียบ มีส่วนก่อให้เกิดผลที่น่าเศร้าตามมา กล่าวคือวัฒนธรรมไม่เอาโทษกับอาชญากรรม ปล่อยคนทำผิดลอยนวลจึงยังคงอยู่ในสังคมไทยเป็นปกติเหมือนที่เคยเป็นมา กรณี 6 ตุลาสามารถก่อผลสะเทือนที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์กฎหมายและการเมือง ประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ในแง่ที่ถ้าหากกล้าสะสางกันจริงๆ จะเป็นการวางบรรทัดฐานว่าอาชญากรรมต้องรับโทษ ปล่อยคนทำผิดลอยนวลไม่ได้ การสะสางน่าจะก่อผลสะเทือนมหาศาลที่เขย่าสถาบันทางสังคม กฎหมาย และการเมืองทั้งหลายจำนวนมากในสังคมไทย ให้หันมายึดมั่นในหลักนิติธรรม กฎเกณฑ์ กฎหมาย และหลักการอื่นๆ การปล่อยไว้ไม่สะสางทั้งๆ ที่เป็นโอกาสสำคัญที่ก่อให้เกิดผลสะเทือน จึงส่งผลตรงกันข้ามและผลที่น่าเศร้าตามมาอีกมาก เช่น ฆ่ากันต่อมา และความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในเวลาต่อมา

ในฐานะการศึกษาทางวิชาการ ผมเห็นว่ายังมีประเด็นอีกมากที่เราควรให้ความสนใจเกี่ยวกับความทรงจำ ในประเทศไทยมีการกล่าวถึงเรื่องนี้กันอยู่พอควรในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ทันเติบโตเท่าไรก็ดูเหมือนจะหายไปในเวลารวดเร็วเช่นเดียวกับการศึกษาอีกหลายเรื่อง ยังขาดความลึก ความซับซ้อน หวังว่าการตีพิมพ์ซ้ำบทความของผมเกี่ยวกับ 6 ตุลาในเล่มนี้ จะช่วยให้ผู้ที่สนใจตระหนักว่ายังมีประเด็น คำถาม และวิธีวิทยาที่น่าตื่นเต้นอีกมากมายในการศึกษาเรื่องความทรงจำในฐานะที่เป็นความเป็นจริงทางสังคมอย่างหนึ่ง

ต้องขอขอบคุณ ฟ้าเดียวกัน ที่กระตุ้นและผลักดันหนังสือเล่มนี้ออกมา พวกเขาทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทั้งหมด ผมไม่ได้ทำอะไรใหม่เลย ยกเว้นการเขียนคำนำนี้เท่านั้น

ธงชัย วินิจจะกูล
กันยายน 2558

ข้อมูลหนังสือ

6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง (ปกอ่อน)

ISBN : 9786167667409

แปลจากหนังสือ :

ผู้เขียน : ธงชัย วินิจจะกูล

ผู้แปล : -

สำนักพิมพ์ : ฟ้าเดียวกัน

จำนวนหน้า :

ปีที่พิมพ์ : 2558

คำนำสำนักพิมพ์

ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทยที่ดำเนินมายาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษนับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถามว่าทำไมเรายังต้องอ่านเรื่องราว 6 ตุลา 2519 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานเกือบสี่ทศวรรษแล้ว

ทำไมลืม 6 ตุลาไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ ?

ในนามของสำนักพิมพ์ แม้ไม่ได้ตั้งใจจะจำ แต่เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนหวนกลับไปนึกถึงความละม้ายคล้ายคลึงของมันกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ว่าในแง่ข้อกล่าวหาเรื่องล้มเจ้า การสังหารหมู่ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง มาตรา 112 การล่าแม่มดที่ติดตามมา ข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรม คำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง ใครสั่งการ ใครบ้างมีส่วนเกี่ยวข้องในแผนสมคบคิดที่นำไปสู่การสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ อาชญากรรมรัฐที่โจ่งแจ้งขนาดนี้ มีหลักฐานมากมายขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่มีใครต้องรับโทษ ?

คำถามที่คล้ายกันจนดูหลอกหลอนนี่เองทำให้หลายคนนึกถึง 6 ตุลาขึ้นมาอีก ทำให้หลายคนพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “ตาสว่าง” โดยเชื่อมโยงการสังหารหมู่ 2 ครั้งที่ห่างกัน 30 กว่าปีเข้าด้วยกัน แน่นอนว่าทั้งสองเหตุการณ์มีเงื่อนไขปัจจัยและบริบทที่ต่างกันลิบลับ กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไรนักก็คือ ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

เหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นบทเรียนประวัตศาสตร์ครั้งสำคัญที่ชี้ชัดว่า ใครเป็นใคร และอะไรเป็นอะไรในสังคมการเมืองไทย ทว่าผ่านไปเกือบครบ 40 ปี กล่าวได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้จัก 6 ตุลา ทำไมจึงยากเย็นนักที่จะจดจำเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนครั้งอื่นๆ เช่น การลุกฮือในปี 2516 และพฤษภา 2535 ธงชัยเสนอว่า เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ขัดฝืนกับประวัติศาสตร์แห่งชาติของคนไทย การจดจำรำลึกจึงกระทบความเชื่ออย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 ธงชัยได้เขียน “จดหมายถึงเพื่อนๆ โดมรวมใจและมิตรสหายเก่าๆ ทั้งหลาย” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์จัดงาน 20 ปี 6 ตุลา ในยุคสมัยที่ 6 ตุลายังคงเป็น “ความเงียบ” ในสังคมไทย ธงชัยเสนอว่า เหตุที่ 6 ตุลายังคงจำไม่ลงเนื่องจากสังคมไทยยังคงยึดติดกับเรื่องเล่าแบบฉบับว่าสังคมไทยเป็นเสมือนหมู่บ้านขนาดใหญ่ ผู้คนรู้จักถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้รักสามัคคี ยังมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องผิดปกติที่ไม่ดี และทางแก้ไขคือการอาศัยพ่อบ้านที่เป็นธรรมมาช่วยขจัดปัดเป่าปัญหาต่างๆ ให้ ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไป 20 ปี ความเชื่อเช่นนี้ยังคงดำรงอยู่ คณะรัฐประหารแทบทุกชุดรวมถึง คสช. จึงประสบความสำเร็จในการใช้วาทกรรมความสามัคคีปรองดองมาเป็นข้ออ้างในการขึ้นสู่อำนาจอยู่เรื่อยไป

กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 (และน่าจะเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 2553 ด้วย) ขัดฝืนกับประวัติศาสตร์แห่งชาติมากกว่าอีกสองเหตุการณ์ในปี 2516 และ 2535 ในแง่ที่ว่ามันจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของประชาชน อีกทั้งสถาบันสำคัญอาจเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมหมู่รวมทั้งความรุนแรงหลังจากนั้น และขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายหลังจากพ่ายแพ้ในเมืองแล้ว ยังพ่ายแพ้ซ้ำสองจากความผิดหวังและการล่มสลายของ พคท. ในเวลาต่อมา ความทรงจำต่อเหตุการณ์จึงจำต้องกดข่มอยู่ในความเงียบงันที่ทั้งผู้กระทำและเหยื่อต่างกระอักกระอ่วนที่จะพูดถึง จนกลายเป็นสิ่งที่ธงชัยเรียกในบทที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้ว่า “ประวัติศาสตร์บาดแผล”

ต่อมาในบทที่ 2 ผู้อ่านจะได้เห็นว่าคนเดือนตุลาร่วมกันต่อสู้อย่างไรเพื่อทลายความเงียบงัน เยียวยาบาดแผลร่วมของคนทั้งรุ่น และเผชิญหน้ากับประเด็นอาชญากรรมรัฐด้วยการบอกเล่าเรื่องราวในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกผ่านขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อจัดงานรำลึก 6 ตุลา ในปี 2539 ภายใต้เพดานข้อจำกัดที่จะไม่พูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้

นอกจากนี้ ในบทที่ 3 ธงชัยยังได้ทำการสัมภาษณ์และวิเคราะห์ความเงียบของฝ่ายขวา ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปราว 20 ปีกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องเงียบเสียเอง เพราะวาทกรรมแวดล้อม 6 ตุลา ซึ่งส่งผลต่อการให้ความหมายของเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้ว ด้วยเหตุที่ธงชัยเป็นผู้สัมภาษณ์ฝ่ายขวาเหล่านั้นด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ตลอดจนบทวิเคราะห์ของเขาจึงซับซ้อนน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าเราคงต้องการงานศึกษาวิจัยในรายละเอียดและวิธีวิทยาที่แตกต่างไปจากนี้อีกมากก็ตาม

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันหวังว่าหนังสือรวมบทความ 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง เล่มนี้จะมีส่วนช่วยในการขยับเพดานการพูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้ แต่จำเป็นต้องพูดถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน ที่กำลังเป็นอยู่นี้ เพื่อว่า 6 ตุลาจะได้เป็นบทเรียนสำคัญ เป็นเครื่องชี้ทิศทางให้กับสังคมไทยที่จะเปิดกว้างต่อการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างสุดขั้ว การจัดการความขัดแย้งโดยหลีกเลี่ยงการยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงเข้าทำร้ายทำลายกัน เป็นสังคมที่นิยมการแสวงหาความจริง และที่สำคัญคือเป็นสังคมที่ยึดหลักความยุติธรรมเสมอหน้า ที่จะไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดและรัฐอาชญากรไม่ว่าจะอยู่ใน “ชั้น” ไหนของสังคมลอยนวลไม่ต้องรับโทษ

ภาค 1 

บทที่ 1

  • ความทรงจำ/ความเงียบงันของประวัติศาสตร์บาดแผล : ความทรงจำอิหลักอิเหลื่อเรื่องการสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519

บทที่ 2

  • “เราไม่ลืม 6 ตุลา” :การจัดงานรำลึกการสังหารหมู่ 6 ตุลา ในปี 2539

ภาค 2

บทที่ 3

  • 6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี)

ภาคผนวก

1. จดหมายถึงเพื่อนๆ โดมรวมใจและมิตรสหายเก่าๆ ทั้งหลาย 207 2. เดือนตุลา เช้าวันพุธ 211 3. คำประกาศ ณ วาระ 20 ปี 6 ตุลา 224        

 

expand_less

Please wait...

{{var product.name}}
ได้ถูกเพิ่มเข้าไปยังตะกร้าสินค้าของคุณแล้ว



ลด 10% เลือกซื้อสินค้าต่อ
View cart & checkout

นำ "{{var product.name}}" ออกจากตะกร้าสินค้าของคุณแล้ว