จากดวงจันทร์ (Mal di pietre)

รหัสสินค้า: 9786169275930
สำนักพิมพ์ อ่านอิตาลี
ผู้แต่ง Milena Agus ผู้แปล นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ
ปีที่พิมพ์ 2560 จำนวนหน้า 144

สถานะของสินค้า : สินค้าพร้อมส่ง

ราคาปกติ: 180 บาท

Special Price 162 บาท

หนังสือเข้า 03-10-2017

รายละเอียดโดยย่อ

"หากพระเจ้าไม่ต้องการให้เธอรู้จักความรัก ก็ขอให้ฆ่าเธอเสีย"

มิเลนา อากุส (Milena Agus, 1955-)

นักเขียนชาวอิตาลี เกิดที่เมืองเจนัว บิดาและมารดาเป็นชาวเกาะซาร์ดิเนีย ปัจจุบันเธอเป็นอาจารย์สอนภาษาอิตาลีและประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่งของเมืองคัลยารี มีผลงานนวนิยายพิมพ์แล้ว 6 เล่ม แปลเป็นภาษาต่างประเทศกว่า 20 ภาษา เรื่อง Mal di pietre (จากดวงจันทร์) ได้รับรางวัลทั้งหมด 6 รางวัล และผู้กำกับชาวฝรั่งเศสนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2016 นำแสดงโดย ดาราสาวแสนสวย มารียง โกตียาร์ (Marion Cotillard)

รายละเอียดสินค้า

“หากฉันจะไม่ได้พบเธอในชีวิตนี้ ก็ขอให้ฉันรู้สึกขาด”
 
ทหารคนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง The Thin Red Line คิด

 

 

1

 

 
ย่ารู้จักกับทหารผ่านศึกคนนั้นในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1950 ตอนเดินทางจากเมืองคัลยารีไปยังแผ่นดินใหญ่เป็นครั้งแรก ขณะนั้นย่าคงกำลังจะอายุครบสี่สิบปี ยังไม่มีลูก เพราะเป็นนิ่วในไต ทำให้แท้งในช่วงเดือนแรก ๆ ทุกครั้ง ย่าจึงถูกส่งตัวไปรักษาโรคที่บ่อน้ำแร่ ตอนไป ย่าสวมเสื้อคลุมทรงตรง รองเท้าส้นสูงผูกเชือก และถือกระเป๋าเดินทางใบที่สามีถือเข้าไปในหมู่บ้านตอนย้ายถิ่นฐานหลังเกิดภัยพิบัติ
 

 

2

 

 
ย่าแต่งงานช้า คือในเดือนมิถุนายน ปี 1943 หลังจากที่อเมริกาทิ้งระเบิดถล่มคัลยารี สมัยนั้นหากใครอายุสามสิบแล้วยังไม่มีครอบครัว ก็คล้าย ๆ กับเป็นสาวทึนทึกแล้ว ย่าไม่ได้ขี้เหร่ หรือไม่มีผู้ชายมาจีบ ไม่ใช่เลย เพียงแต่ว่าผู้ชายเหล่านั้นเมื่อจีบไปได้สักระยะ ก็เริ่มห่างเหิน แล้วหายหน้าไปก่อนจะขอหมั้นหมายจากปู่ทวดของฉัน คุณครับ เกิดเหตุสุดวิสัยทำให้ผมไปหาคุณวันพุธนี้และวันพุธหน้าไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ผมอยากไปหาคุณเหลือเกิน น่าเสียดายว่าเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ครับ ย่าจึงรอวันพุธที่สาม แต่มักมีเด็กผู้หญิงถือจดหมายเลื่อนนัดมาให้ทุกครั้ง และหลังจากนั้นก็เงียบหายไป


 
ปู่ทวดกับน้องสาวของย่ารักย่า แม้ว่าจะเริ่มเป็นสาวทึนทึกแล้วแบบนี้ ผิดกับย่าทวด ซึ่งมักทำกับย่าเหมือนไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน และบอกว่าย่ารู้ว่าเพราะอะไร


 
วันอาทิตย์ ยามเมื่อสาว ๆ ไปร่วมพิธีมิสซา หรือเดินเล่นคล้องแขนคู่หมั้นคู่หมายไปตามถนนใหญ่ ย่าจะรวบผมมวย ซึ่งแม้แต่ตอนฉันยังเด็ก และย่าอายุมากแล้วก็ยังดกดำ แล้วตอนนั้นจะขนาดไหน เสร็จแล้วย่าไปโบสถ์เพื่อขอเหตุผลจากพระเจ้า ว่าเพราะอะไรถึงได้ไม่ยุติธรรมกับย่านัก ไม่ยอมให้ย่ารู้จักความรัก ซึ่งเป็นสิ่งสวยงามที่สุด และเป็นสิ่งเดียวที่คุ้มค่ากับการมีชีวิตอยู่โดยต้องตื่นแต่ตีสี่เพื่อทำงานบ้าน แล้วไปทำงานในไร่ แล้วไปเรียนปักผ้าอันแสนน่าเบื่อ แล้วเอาเหยือกเทินหัวไปรองน้ำดื่มที่น้ำพุ แล้วอดนอนทั้งคืนทุกสิบวันเพื่อทำขนมปัง แล้วตักน้ำในบ่อ แล้วต้องให้อาหารไก่อีก ฉะนั้น หากพระเจ้าไม่ต้องการให้เธอรู้จักความรัก ก็ขอให้ฆ่าเธอเสีย ด้วยวิธีไหนก็ได้ บาทหลวงบอกย่าในช่วงแก้บาปว่า ความคิดเหล่านี้เป็นบาปหนัก ในโลกนี้ยังมีสิ่งอื่นอีกมากมาย แต่ย่าไม่สนใจสิ่งอื่นทั้งหลายนั้นสักนิดเดียว


 
วันหนึ่ง ย่าทวดถือแส้เอ็นวัวรอย่าอยู่ในลานบ้าน แล้วเฆี่ยนย่าจนเลือดออกแม้กระทั่งที่หัว และไข้ขึ้นสูง ย่าทวดรู้จากเสียงร่ำลือในหมู่บ้านว่า ที่บรรดาชายหนุ่มหนีไปก็เพราะย่าแต่งบทกวีรักร้อนแรงและยังส่อเรื่องลามกด้วยให้พวกเขา ลูกสาวของย่าทวดไม่เพียงสร้างความอับอายขายหน้าให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังคนทั้งครอบครัวด้วย ย่าทวดจึงเฆี่ยนไม่หยุด พลางตะโกนใส่ว่า “นังปีศาจ นังปีศาจ!” และสาปแช่งวันที่ให้ย่าเข้าเรียนชั้นประถม และหัดเขียนหนังสือ
 

 

3

 

 
เดือนพฤษภาคม ปี 1943 ปู่มายังหมู่บ้าน อายุล่วงเลยสี่สิบ ทำงานเป็นพนักงานในโรงงานผลิตเกลือของคัลยารี ปู่เคยมีบ้านหลังงามอยู่บนถนนจูเซปเป มันโน ข้างโบสถ์ซานจอร์โจและซานตาคาเตรีนา มองจากชั้นบนเห็นหมู่หลังคาบ้านเรือนยาวไกลไปจนถึงทะเล หลังจากระเบิดลงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม บ้านหลังนั้นและโบสถ์ รวมถึงอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ก็ไม่เหลืออะไร นอกจากหลุมและกองเศษปรักหักพัง ครอบครัวของย่ารับสุภาพบุรุษคนนี้เข้าไปอยู่ในบ้านด้วย เขาไม่ถูกเรียกตัวไปสงครามเพราะอายุมากแล้ว และเพิ่งเป็นหม้าย ย้ายจากบ้านเดิมโดยมีกระเป๋าเดินทางซึ่งขอยืมคนอื่นมาเพียงใบเดียว กับข้าวของสองสามชิ้นที่เอาออกมาได้จากเศษอิฐเศษปูน มากินอยู่หลับนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ภายในเดือนมิถุนายน เขาขอแต่งงานกับย่า ก่อนแต่งงานเดือนนั้นย่าร้องไห้แทบทุกวัน คุกเข่าแทบเท้าปู่ทวด อ้อนวอนขอให้ท่านตอบปฏิเสธ ให้แต่งเรื่องว่าย่ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ซึ่งตอนนี้ไปร่วมรบในสงคราม หรือถ้าไม่อย่างนั้น หากคนในบ้านไม่ต้องการให้ย่าอยู่ด้วยอีกต่อไป ย่าก็พร้อมจะทำทุกอย่าง ย่าจะไปหางานทำในเมืองคัลยารี “คนจากคัลยารีมาที่นี่นะ ลูกเอ๋ย แล้วลูกกลับจะไปที่นั่น! ในเมืองไม่มีอะไรเหลือแล้ว


 
มันบ้า” ย่าทวดตะโกน “บ้าสิ้นดี! อยากไปเป็นกะหรี่ในเมือง มันมีปัญญาทำได้อยู่อย่างเดียวนี่แหละ เพราะทำอะไรไม่เคยเป็นเลย หัวกลวงมาตั้งแต่เด็ก


 
ไม่ยากอะไรเลยหากจะปั้นเรื่องคู่หมั้นคู่หมายในสนามรบ ไม่ว่าจะเป็นบนเทือกเขาแอลป์ ในลิเบีย แอลเบเนีย หมู่เกาะในทะเลอีเจียน หรือไม่ก็ลงเรือไปกับราชนาวี ไม่ยากอะไรเลย แต่กระนั้นปู่ทวดย่าทวดก็ไม่ยอมรับฟัง ย่าเลยบอกเขาไปเองว่า ย่าไม่ได้รักเขา และจะไม่มีวันเป็นภรรยาที่แท้จริงได้ เขาตอบว่าไม่ต้องห่วง เขาก็ไม่ได้รักย่าเหมือนกัน ทั้งนี้ในกรณีที่ทั้งคู่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดถึงอะไร ส่วนเรื่องการเป็นภรรยาที่แท้จริงนั้น เขาเข้าใจดีมาก เขาจะไปซ่องโสเภณีในย่านมารีนาของเมืองคัลยารีเหมือนที่เคยทำมาโดยตลอดตั้งแต่หนุ่ม ๆ และไม่เคยติดโรคอะไรมาเลย


 
แต่ทั้งคู่ไม่ได้กลับไปคัลยารีจนปี 1945 ปู่กับย่าจึงนอนด้วยกันเหมือนพี่ชายกับน้องสาวในห้องสำหรับแขก ซึ่งตั้งเตียงสูงแต่ไม่ใหญ่นัก ทำด้วยเหล็กฝังเปลือกหอยมุก มีภาพวาดของแม่พระกับทารกเยซู นาฬิกาตั้งโต๊ะครอบด้วยโดมแก้ว อ่างล้างหน้ากับเหยือกน้ำและกะละมัง กระจกวาดลายดอกไม้หนึ่งดอก และกระโถนกระเบื้องใต้เตียง สิ่งของเหล่านี้ย่าขนไปบ้านบนถนนจูเซปเป มันโนด้วยเมื่อขายหลังในหมู่บ้าน ย่าอยากได้ห้องนอนแบบเดียวกับห้องที่นอนในปีแรกของชีวิตสมรส แต่ห้องนอนในบ้านที่หมู่บ้านรับแสงและอากาศจากระเบียงทางเดินเท่านั้น ส่วนบ้านที่ถนนมันโนมีแสงสาดจ้าเข้ามาจากทางทิศใต้และทางทะเลกระทั่งตะวันตกดิน ต้องของทุกอย่างเปล่งประกายวิบวับ ฉันรักห้องนี้มาตลอด ตอนเด็ก ๆ ย่าให้ฉันเข้าไปก็ต่อเมื่อฉันทำตัวดี แต่ไม่เคยเกินวันละครั้ง


 
ในปีแรกหลังแต่งงาน ย่าป่วยเป็นมาลาเรีย บางครั้งไข้ขึ้นสูงถึงสี่สิบเอ็ดองศา ปู่เป็นคนเฝ้าไข้ย่า นั่งเป็นชั่วโมง ๆ คอยตรวจดูไม่ให้ผ้าบนหน้าผากอุ่น หน้าผากย่าร้อนเป็นไฟ จนต้องใช้ผ้าชุบน้ำที่เย็นเป็นน้ำแข็ง ปู่เทียวไปเทียวมา ได้ยินเสียงรอกของบ่อน้ำดังทั้งกลางวันกลางคืน


 
วันหนึ่งในช่วงนั้น ซึ่งเป็นวันที่ 8 กันยายน คนวิ่งไปบอกปู่เรื่องที่ได้ยินทางวิทยุ นั่นคือ อิตาลีขอสงบศึก และสงครามสิ้นสุดแล้ว แต่ปู่กลับเห็นว่ายังไม่สิ้นสุดเลย และหวังเพียงว่านายพลบัสโซผู้บัญชาการจะปล่อยทหารเยอรมันไปจากเกาะซาร์ดิเนียโดยไม่สร้างวีรกรรมอย่างเปล่าประโยชน์ นายพลบัสโซคงคิดเหมือนปู่ เพราะทหารสามหมื่นนายในกองพลยานเกราะของนายพลลุงเกอร์เฮาเซินออกเดินทางไปอย่างสงบโดยไม่สังหารใครเลย และนายพลบัสโซก็โดนจับไปขึ้นศาลเพราะเหตุนี้ แต่ระหว่างนั้นชาวเกาะซาร์ดิเนียก็รอดปลอดภัย ผิดกับบนแผ่นดินใหญ่ ปู่กับนายพลคาดการณ์ถูก เพราะต่อมาเพียงฟัง สถานีวิทยุลอนดอน ก็จะได้ยินนายพลบาดอลโยผู้นำรัฐบาลของอิตาลีแสดงความไม่พอใจหลายครั้งหลายหน เนื่องจากบรรดาทหารอิตาลีที่โดนฝ่ายเยอรมนีจับเป็นเชลยบริเวณแนวรบของอิตาลีถูกสังหารหมู่ เมื่อย่าหายป่วย คนบอกย่าว่า ถ้าไม่ได้สามี ป่านนี้ไข้คงเล่นงานย่าตายไปแล้ว และบอกอีกว่า มีการสงบศึก และการเปลี่ยนพันธมิตร ส่วนย่าก็แสดงความใจร้าย ซึ่งย่าไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย โดยยักไหล่เป็นเชิงว่า “ฉันไม่สน”


 
บนเตียงสูงเตียงนั้น ตอนกลางคืนย่าพยายามนอนขดตัวให้ห่างจากปู่มากที่สุด จนทำให้ตกพื้นอยู่บ่อย ๆ และหากคืนไหนดวงจันทร์สาดแสงลอดประตูซึ่งอยู่ด้านระเบียงทางเดินเข้ามาส่องหลังของสามี ย่าแทบจะตกใจกลัวบุคคลภายนอกแปลกหน้าผู้นี้ ซึ่งย่าไม่รู้ว่าเขาหน้าตาดีหรือไม่ เพราะไม่มองหน้าเขา และเขาก็ไม่มองหน้าย่า หากว่าปู่หลับสนิท ย่าจะปัสสาวะใส่กระโถนใต้เตียง แต่ถ้าปู่เคลื่อนไหวแม้เพียงเบา ๆ ย่าจะสวมผ้าคลุมไหล่แล้วออกจากห้อง เดินตัดลานไปส้วมข้างบ่อน้ำไม่ว่าจะกี่โมงกี่ยาม อันที่จริงปู่ก็ไม่เคยพยายามเข้าใกล้ย่าเลย นอนตัวเกร็งอยู่อีกฟากหนึ่งเหมือนกัน ตัวหรือก็ใหญ่ออกอย่างนั้น จนตกเตียงอยู่หลายครั้ง เนื้อตัวของทั้งคู่จึงมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมดเสมอ เวลาอยู่กันตามลำพังในห้องนอน ปู่กับย่าไม่พูดจากันเลย ย่าสวดภาวนาก่อนนอน ปู่ไม่สวด เพราะปู่ไม่นับถือศาสนาใดเลย และเป็นคอมมิวนิสต์ จากนั้นคนหนึ่งจะกล่าวว่า “ราตรีสวัสดิ์” อีกคนก็ตอบว่า “ราตรีสวัสดิ์เช่นกัน”


 
ย่าทวดต้องการให้ลูกสาวเตรียมกาแฟให้ปู่ตอนเช้า กาแฟในสมัยนั้นทำด้วยถั่วลูกไก่ผสมข้าวบาร์เลย์คั่วในภาชนะพิเศษบนเตาผิงก่อนนำไปบด “เอากาแฟไปให้สามีสิ” ย่าจะถือถาดแก้วลายดอกไม้ใส่ถ้วยกาแฟสีม่วงลายทองไปวางไว้ให้ปู่ที่ปลายเตียง แล้วรีบหนีไป ราวกับวางชามอาหารให้หมาบ้า เรื่องนี้อีกเช่นกันที่ย่าไม่เคยให้อภัยตัวเองเลยตลอดชีวิต
 


ปู่ช่วยงานในไร่ด้วยความอดทนดียิ่ง แม้ว่าจะเป็นคนเมือง และในชีวิตที่ผ่านมาเคยแต่ศึกษาเล่าเรียนกับทำงานในสำนักงาน บ่อยครั้งปู่ทำแทนภรรยาด้วย เพราะย่าปวดที่ไตบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งปู่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องแย่ที่ผู้หญิงต้องทำงานในไร่หนักเช่นนั้น หรือเอาเหยือกน้ำเทินหัวเดินกลับจากน้ำพุ แต่ด้วยเคารพครอบครัวที่ให้ที่พักอาศัย ปู่จึงพูดถึงเรื่องนี้แบบกว้าง ๆ โดยหมายถึงสังคมชาวเกาะซาร์ดิเนียส่วนใน เพราะที่เมืองคัลยารีนั้นแตกต่างออกไป นอกจากนั้นชาวเมืองยังไม่ถือสาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่มองเห็นความชั่วร้ายอยู่ทั่วทุกหนแห่งอย่างไร้เมตตา เป็นไปได้ว่าอากาศชายทะเลทำให้พวกเขารู้สึกเป็นอิสระมากกว่า อย่างน้อยก็ในบางแง่มุม ซึ่งไม่ใช่ในแง่มุมทางการเมือง เพราะชาวเมืองคัลยารีเป็นพวกชนชั้นกลางที่ไม่เคยคิดจะต่อสู้เพื่ออะไรเลย


 
ส่วนเรื่องอื่น ๆ นอกจากย่าซึ่งไม่สนใจโลกแล้ว ทุกคนต่างฟัง สถานีวิทยุลอนดอน ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1944 พวกเขาได้รู้ว่า ตอนเหนือของอิตาลีมีคนประท้วงหยุดงานหกล้านคน ที่กรุงโรม ทหารเยอรมันถูกฆ่าตาย 32 คน ฝ่ายเยอรมนีล้างแค้นด้วยการกวาดต้อนทหารอิตาลีไปยิงทิ้ง 320 คน กองทัพที่แปดของอังกฤษพร้อมจะบุกอีกครั้ง และเช้าตรู่ของวันที่ 6 มิถุนายน ฝ่ายพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี