Connect with Facebook

ที่ใดมีความเศร้า (De Profundis)

รหัสสินค้า: 9786163540102
สำนักพิมพ์ ฟรีฟอร์ม
ผู้แต่ง Oscar Wilde ผู้แปล รติพร ชัยปิยะพร
ปีที่พิมพ์ 2558 จำนวนหน้า 263

สถานะของสินค้า : สินค้าพร้อมส่ง

ราคาปกติ: 250 บาท

Special Price 225 บาท

หนังสือเข้า 09-04-2015

ได้รับ 225 คะแนน เมื่อซื้อสินค้าชิ้นนี้"


รายละเอียดโดยย่อ

ที่ใดมีความเศร้า (De Profundis) เป็นผลงานที่ออสการ์ ไวลด์ เขียนขึ้นในช่วงท้ายๆ ของชีวิตระหว่างถูกจองจำเมื่อปี ค.ศ. 1897 โรเบิร์ต รอส บรรณาธิการส่วนตัวเป็นผู้เก็บรักษาต้นฉบับเรื่องนี้ไว้และนำออกมาตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1905 ห้าปีหลังจากไวลด์เสียชีวิต รอสเรียกผลงานชิ้นนี้ว่า “ความเรียง” และบอกว่าเป็นความเรียงชิ้นสุดท้ายที่ออสการ์ ไวลด์เขียนในคุก

ออสการ์ ไวลด์เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในอังกฤษยุควิกตอเรียน ไวลด์เกิดในตระกูลที่ดีได้รับการศึกษาชั้นเลิศ เป็นชนชั้นนำคนหนึ่งของยุคนั้น มีรสนิยมดีในการแต่งกายและใช้ชีวิต แต่ครั้งเมื่อศาลพิพากษาจำคุกเขาในคดีอื้อฉาวทางเพศ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสวยงามก็พังทลาย ไวลด์สูญสิ้นทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ตลอดจนเพื่อนฝูง

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลสะเทือนต่อความคิดจิตใจของไวลด์อย่างรุนแรง ในจดหมายถึงโรเบิร์ต รอส เขาระบายความรู้สึกตอนหนึ่งว่า “ชีวิตในเรือนจำทำให้เรามองเห็นผู้คนและสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็นคนที่อยู่ข้างนอกต่างหากที่หลงเชื่อในภาพลวงตาของชีวิตที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง พวกเขาเคลื่อนที่ไปรอบชีวิตและกลายเป็นส่วนหนึ่งในความลวงของมัน”

หนังได้รับอิสรภาพ ออสการ์ ไวลด์มีชีวิตอยู่ต่อมาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เขาย้ายไปพำนักในเมืองดิเอปเป ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1900 เขาก็ล้มป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและเสียชีวิตที่กรุงปารีสในปลายปีเดียวกันขณะอายุ 46 ปี

ออสการ์ ไวลด์ ได้รับยกย่องว่าเป็นนักเขียนผู้ปราดเปรื่องและแหลมคมแห่งยุควิกตอเรียน เวลาสองปีในเรือนจำของไวลด์หมดไปกับการอ่านและเขียน เขาเขียน ที่ใดมีความเศร้า ขณะตกอยู่ในห้วงทุกข์สาหัส หากแต่ผลงานเขียนกลับสวยงามและหนักแน่น ไวลด์ค้นพบแก่นแท้สัจธรรมชีวิตหลายข้อ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ครอบครัว มิตรสหาย หนังสือ ศิลปะ จนถึงการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า เขาบันทึก “ผลึก” ความคิดเหล่านั้นอย่างเข้มข้นและประณีตอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้

รายละเอียดสินค้า

หัวใจถูกสร้างมาเพื่อแตกสลาย? ความสำราญนั้นมีเนื้่อแท้หยาบกระด้าง ความเศร้าต่างหากที่ละเอียดอ่อนที่สุด : คุณรับได้ไหมกับเนื้อหาความคิดแบบนี้

“วันที่เราไม่ได้หลั่งน้ำตา คือวันที่หัวใจเราแข็งกระด้าง” ถ้อยคำเรียบง่ายแต่บาดลึก กินความกว้างใหญ่และกินใจ ไม่ใช่คำพูดจากปากตัวละครในนิยาย หากแต่ออกมาจากก้นบึ้งชีวิตในห้วงทุกข์สาหัสของนักเขียนผู้เป็น “อัจฉริยะ” คนสำคัญที่โลกเรามี และยากจะหาผู้เสมอเหมือนจนกระทั่งทุกวันนี้ จะมีสักกี่ครั้งที่งานเขียนชิ้นสำคัญของโลกกับชีวิตจริงของผู้เขียนหลอมรวม เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์

หนังสือเล่มนี้คงอ่านได้ไม่ง่ายนัก ไม่ใช่หนังสือสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่หนังสือสำหรับเด็กหัดอ่านหรือคนทั่วไป แต่เป็นหนังสือสำหรับคนกำลังทุกข์ หรือเคยผ่านทุกข์ ที่ยังต้องการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปอย่างตั้งใจ มันจะเป็นหนังสือที่เราหยิบมาอ่านซ้ำได้เสมอ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ไม่รู้จบ

“ที่ใดมีความเศร้า ที่นั่นมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สักวันหนึ่งคนจะเข้าใจว่ามันมีความหมายอย่างไร พวกเขาจะไม่มีวันเข้าใจชีวิต จนกว่าจะเข้าใจสิ่งนี้”

ออสการ์ ไวลด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนผู้ปราดเปรื่องแหลมคมแห่งยุควิคตอเรียน เขาเขียน “ที่ใดมีความเศร้า” De Profundis ในขณะตกอยู่ในห้วงทุกข์สาหัส หากแต่ผลงานเขียนกลับสวยงามและหนักแน่น เขาค้นพบแก่นแท้สัจธรรมชีวิตหลายข้อ คงทนผ่านกาลเวลา ตั้งแต่เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ครอบครัว มิตรสหาย ศิลปะ จนถึงการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า เขาได้บันทึก “ผลึก” ความคิดเหล่านั้นอย่างเข้มข้นและประณีตอยู่ในหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้


คำนำผู้แปล

ออสการ์ ฟิงกัล โอ’ ฟลาเฮอร์ตี้ วิลส์ ไวลด์ (Oscar Fingal O’Flahertie Wills Wilde) เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ปี 1854 ในครอบครัวปัญญาชนผู้มั่งคั่งและเป็นที่นับหน้าถือตาในดับลิน ไวลด์ได้รับการศึกษาที่บ้านจากผู้ดูแลหญิงชาวเยอรมันและชาวฝรั่งเศส ทำให้ไวลด์เชี่ยวชาญภาษาทั้งสองตั้งแต่ยังเล็ก ก่อนจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเป็นครั้งแรกที่ Portora Royal School ในวัยเก้าปี และเริ่มพัฒนาความสนใจในงานคลาสสิกไปพร้อมๆ กับการเรียนภาษากรีก ต่อมา ไวลด์เข้าศึกษาในระดับชั้นมหาวิทยาลัยที่ Trinity College ในดับลินระหว่างปี 1871-1874 และมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม

ไวลด์เริ่มสร้างผลงานกวีนิพนธ์ที่ได้ลงตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร พร้อมกับเสียงตอบรับในแง่บวก ก่อนจะได้รับทุนเข้าศึกษาต่อที่ Magdalene College, Oxford ที่ซึ่งเขาได้พิสูจน์ว่าเป็นนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นด้านภาษาและความ รู้ด้านงานประพันธ์คลาสสิก ระหว่างช่วงเวลาที่อ๊อกซ์ฟอร์ดนี้เองที่ไวลด์กลายเป็นที่รู้จักจากการมีส่วน ร่วมในขบวนการทางปรัชญาลัทธิสุนทรียนิยม (Aestheticism) ซึ่งกำลังเฟื่องฟูขึ้นในอังกฤษภายใต้การนำของวอลเตอร์ เพเตอร์ และจอห์น รัสกิน ผู้เป็นอาจารย์ของเขา

เขาเริ่มสร้างชื่อและตำนานให้กับตัวเองด้วยพรสวรรค์ด้านภาษากับภาพลักษณ์ ปัญญาชนหนุ่มเจ้าสำอางในเครื่องแต่งกายสะดุดตาและบทสนทนาอันเต็มไปด้วย ไหวพริบ ในวัยเพียง 27 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของลัทธิสุนทรียนิยมที่ได้รับเชิญไปบรรยายตาม มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ในสหรัฐฯ และแคนาดา ในหัวข้อที่ว่าด้วยยุคเรอเนสซองส์ของอังกฤษที่ปรากฏในโลกศิลปะในปี 1882 ตลอดหนึ่งปีเต็ม ก่อนจะเดินทางกลับมายังกรุงลอนดอนในปีถัดมา และก้าวเข้าสู่แวดวงสังคมที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

เช่นเดียวกับวีรบุรุษในงานโศกนาฏกรรมทุกคน ที่ชะตากรรมได้นำพาให้พวกเขาประสบกับหายนะอันเกิดจากความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ-ผ่านสิ่งที่ดูจะเป็นข้อบกพร่องหรือช่องโหว่ในการตัดสินใจ (Hamartia)-สิ่งที่ดูจะเป็นความผิดพลาดของไวลด์นั้นหยั่งรากลึกอยู่ในแนวคิด ทางปรัชญาของเขา เบื้องหน้าฉากสังคมยุควิกตอเรียนอันเคร่งขรึมและเข้มงวด ความเป็นผู้หลงใหลในความงามตามอุดมคติลัทธิสุนทรียนิยมที่เชื่อว่าเป้าหมาย ของศิลปะคือการปลุกเร้าสุนทรียะทางผัสสะ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับแนวคิดทางศีลธรรม สังคม หรือการเมืองใดๆ หรืออีกนัยหนึ่ง ศิลปะไม่จำเป็นต้องมีส่วนในการหล่อหลอมอัตลักษณ์ทางสังคมหรือศีลธรรมในสังคม และด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจตัดสินศิลปะด้วยบรรทัดฐานทางศีลธรรมได้ ถือเป็นวิธีคิดที่จัดว่าหัวก้าวหน้าจนถึงกับน่าตกใจในยุคสมัยนั้น ยิ่งไปกว่านั้น กรอบคิดดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมณฑลทางศิลปะเท่านั้น แต่เหล่านักสุนทรียนิยมยังยึดมันเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อแสวงหาความงามและความสุขอันเกิดจากความงาม ที่จะทำให้ชีวิตเป็นดั่งงานศิลปะชิ้นหนึ่ง วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนออกมาทั้งในเนื้องานและในชีวิตส่วนตัวของไวลด์

ในปี 1884 ไวลด์แต่งงานกับคอนสแตนซ์ ลอยด์ หญิงสาวจากครอบครัวมั่งคั่ง แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์ลับกับหนุ่มน้อยโรเบิร์ต รอส หลานชายของโรเบิร์ต บอลด์วิน ผู้นำการปฏิวัติในแคนาดา ระหว่างที่ภรรยาของเขาตั้งครรภ์บุตรคนที่สองในปี 1886 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหินห่าง ว่ากันว่ารอสคือชายคนรักคนแรกของเขา และในเวลาต่อมา รอสผู้นี้จะเป็นทั้งบรรณาธิการและสหายคนสนิทที่อยู่เคียงข้างไวลด์จวบจนวาระ สุดท้ายของชีวิต

หลังจากผ่านการทดลองเขียนงานหลากหลายประเภทตลอดทศวรรษที่ 1880 ไม่ว่าจะเป็นกวีนิพนธ์ ความเรียง หรือบทวิจารณ์ ในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง Paul Mall Gazette, Daily Chronicle, The Woman’s World Magazine ไวลด์ค้นพบพรสวรรค์ของตนในการเขียนบทละครสุขนาฏกรรมที่ผสมผสานองค์ประกอบแบบ ละครหัสนาฏกรรมของฝรั่งเศส (farce) เข้ากับการล้อเลียนเสียดสีความหลอกลวงและไร้แก่นสารของชนชั้นสูง ทำให้ไวลด์ได้รับความนิยมสูงสุดจากกลุ่มชนชั้นกลาง และกลายเป็นนักเขียนบทละครที่ได้รับความนิยมสูงสุดในลอนดอนในช่วงทศวรรษ 1890

กระทั่งในปี1890 ไวลด์สร้างผลงานชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของเขาที่ชื่อ The Picture of Dorian Gray ผลงานนวนิยายเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเขา ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารรายเดือน Lippincott และตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักด้วยนัยที่บ่งถึงรักร่วมเพศ ในเวลาต่อมา ไวลด์แก้ไขเนื้อหาบางส่วนสำหรับฉบับรวมเล่ม พร้อมกับเพิ่มคำนำที่อธิบายจุดยืนของเขาต่อศิลปะว่า “หนังสือที่โลกตราว่าขัดต่อศีลธรรม คือหนังสือที่เผยให้โลกเห็นความอัปยศของมันเอง” The Picture of Dorian Gray ทั้งประสบความสำเร็จและเป็นที่โจษจันในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ชื่อเสียงของไวลด์ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด

ในตอนกลางปี 1891 ระยะเวลาเดียวกับที่ The Picture of Dorian Gray ฉบับรวมเล่มได้รับการตีพิมพ์ ไวลด์พบองค์ประกอบสุดท้ายในโศกนาฏกรรมของเขาในตัว ลอร์ด อัลเฟรด ดักลาส (Lord Alfred Douglas) หรือที่เรียกขานกันในหมู่ครอบครัวและมิตรสหายว่า ‘โบซี่’ ดักลาสซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ที่อ๊อกซ์ฟอร์ด เป็นชายหนุ่มรูปงามวัย 22 ปี ผู้ขึ้นชื่อในหมู่คนใกล้ชิดว่าเป็นคนที่ทั้งเห็นแก่ตัวและเอาแต่ใจ อย่างไรก็ตาม ไวลด์ในวัย 37 หลงใหลในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ทันที ขณะที่ดักลาสเองก็ปลาบปลื้มไปกับความสนใจที่เขาได้รับจากบุคคลที่ ณ เวลานั้นได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งโลกวรรณกรรม ความสัมพันธ์ของพวกเขาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว-เป็นความสัมพันธ์ที่มีธรรมชาติ สอดคล้องกับคำพรรณนาถึงความรักทางปัญญาที่ปราชญ์และกวีชาวกรีกได้บันทึกไว้ ตั้งแต่อดีตกาล ในช่วงเวลาที่ทุกอย่างราบรื่น ทั้งคู่เพลิดเพลินกับบทสนทนาที่พวกเขามีร่วมกัน พวกเขาเป็นทั้งมิตรสหายและชู้รัก ไวลด์คอยให้คำแนะนำแก่ดักลาสผู้ตั้งเป้าจะเป็นกวี พร้อมทั้งปรนเปรอเขาด้วยทุกสิ่งที่เขาร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือความรัก

ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองใช่ว่าจะไร้มรสุม กระทั่งคนอย่างไวลด์ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องไหวพริบและสายตาที่มองทะลุถึงแก่น แท้ในจิตใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ดังที่ถ่ายทอดออกมาในงานของเขา กลับไม่อาจนำสิ่งนี้มาใช้ในการรับมือกับความสัมพันธ์ของตัวเองได้ ไวลด์พบว่าเขาไม่อาจปฏิเสธเกมของดักลาส แม้รู้ดีว่ามันจะฉุดให้เขาลงเหว ด้วยอุปนิสัยเอาแต่ใจ หยิ่งยะโส สุรุ่ยสุร่าย และขาดความยั้งคิดของดักลาส พวกเขาโต้เถียงกันอย่างดุเดือดหลายครั้ง และจบลงที่ไวลด์ยอมโอนอ่อนตามความต้องการของดักลาสเสียแทบทุกครั้ง ดักลาสชักนำไวลด์เข้าสู่โลกแห่งการพนันและโสเภณีชายใต้ดิน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้เผยแพร่จดหมายรักฉบับหนึ่งที่ไวลด์เขียนให้กับดักลาส ทำให้ชื่อของไวลด์กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวในสังคมลอนดอน

ด้วยความช่วยเหลือของนักสืบเอกชน มาร์ควิสแห่งควีนสเบอร์รี บิดาของดักลาสที่คัดค้านความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาโดยตลอด รวบรวมหลักฐานมากพอที่จะใช้พิสูจน์ถึงรสนิยมและพฤติกรรมทางเพศของไวลด์ซึ่ง จัดเป็นอาชญากรรมในเวลานั้น และในเดือนเมษายน ปี 1895 หลังจากข้อพิพาทในชั้นศาลระหว่างไวลด์และมาร์ควิสแห่งควีนสเบอร์รี ไวลด์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำลามกอนาจาร และถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลาสองปี

ตลอดระยะเวลาสองปีที่อยู่ในคุก ไวลด์ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและใจ สุขภาพของเขาเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำลังใจที่แทบจะหมดสิ้นเมื่อการติดต่อจากดักลาสได้ขาดหายไป ในความเศร้าและความโดดเดี่ยวที่เขาต้องเผชิญ ไวลด์ใช้เวลาที่ว่างจากหน้าที่ๆ เขาได้รับมอบหมายระหว่างอยู่ในเรือนจำไปกับการอ่าน คิด และเขียนเท่าที่จะได้รับอนุญาต และไม่นานก่อนที่ไวลด์จะได้รับการปล่อยตัว เขาใช้เวลาสามเดือนในเรือนจำ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมปี 1897 ไปกับการเขียนจดหมายขนาดยาวฉบับหนึ่งถึงดักลาส เนื้อหาในจดหมายกึ่งอัตชีวประวัติฉบับนี้ ส่วนหนึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของเขากับดักลาส อีกส่วนว่าด้วยเคราะห์กรรมที่เขาได้ประสบ และบทเรียนที่เขาได้รับจากมัน ทันทีที่ออกจากเรือนจำ ไวลด์มอบต้นฉบับนี้ให้แก่โรเบิร์ต รอส พร้อมกำชับให้ทำสำเนาขึ้นมาสองฉบับ ฉบับหนึ่งส่งให้ดักลาส และอีกฉบับส่งให้ตัวเขาเอง

ไวลด์ออกจากเรือนจำในเดือนพฤษภาคม ปี 1897 ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว สังคมลอนดอนที่ครั้งหนึ่งเคยเทิดทูนบูชาเขากลับไม่อ้าแขนรับเขาอีกต่อไป ไวลด์ย้ายไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งดักลาสรอเขาอยู่ที่นั่น สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจแก่ภรรยาและมิตรสหายของไวลด์ที่เคยอยู่เคียงข้างเขา มาตลอด ไวลด์ยอมยกโทษให้กับดักลาส แม้จะรู้ดีถึงข้อเสียของเขา และรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือสิ่งที่นำมาซึ่งจุดตกต่ำในชีวิตของเขา เอง ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ร่วมกันได้ไม่นานก่อนที่ดักลาสจะจากไปอีกครั้งในปลายปี 1987 หลังจากครอบครัวของทั้งสองฝ่ายขู่ว่าจะตัดเงินประจำที่ส่งให้พวกเขาในแต่ละ เดือน ไวลด์ใช้เวลาสองปีสุดท้ายในชีวิตไปกับการเตร็ดเตร่ไปตามลำพังบนบูลเลอวาร์ด ในกรุงปารีส และใช้เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดไปกับแอลกอฮอล์ มันเป็นช่วงเวลาที่เขายอมรับว่าตัวเขานั้นได้ “สูญเสียความสำราญจากการเขียนไปหมดสิ้นแล้ว”

ออสการ์ ไวลด์เสียชีวิตจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 1990

ห้าปีหลังการเสียชีวิตของไวลด์ รอสได้ตีพิมพ์จดหมายที่ไวลด์มอบให้เขาในปี 1905 และตั้งชื่อมันว่า De Profundis ตามชื่อบทสดุดี 130 (Psalm 130) จากคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเก่า โดยตัดองค์ประกอบความเป็นจดหมายส่วนตัวออกไป ให้กลายเป็นความเรียงขนาดยาวที่เผยให้เห็นความในใจจากเบื้องลึกของชายผู้สูญ เสียทุกสิ่ง แต่การสูญเสียที่ว่านี้ก็ทำให้เขาได้ค้นพบบางสิ่งในเวลาเดียวกัน

ใน The Picture of Dorian Gray ไวลด์ยืนยันการปฏิเสธระบบคุณค่าทางศีลธรรมของสังคมผ่านปากของตัวละครหนึ่ง ของเขาว่า “โลกนี้ไม่มีหนังสือที่มีศีลธรรมหรือไร้ศีลธรรม มีแต่หนังสือที่เขียนได้ดีหรือเขียนได้เลวเท่านั้น” ด้วยวิธีการมองโลกเช่นนี้ บวกกับความเชื่อมั่นว่าอัจฉริยภาพของเขาทำให้เขาอยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่สังคม สร้างขึ้น ไวลด์ต้องพบกับบั้นปลายชีวิตอันน่าเศร้า แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าใจความสำคัญของ The Picture of Dorian Gray จะว่าด้วยการสรรเสริญความงามและการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับประสบการณ์ทางผัสสะ จุดจบที่ไวลด์มอบให้กับดอเรียนคือหายนะ นั่นหมายความว่า บางทีไวลด์อาจรู้อยู่แล้วว่าแนวคิดทางปรัชญาของเขาจะนำเขาไปบนเส้นทางใด และไม่ว่าจะเจ็บปวดและขมขื่นกับสังคมแค่ไหน ไวลด์กลับไม่กล่าวโทษสังคมที่ตัดสินและลงโทษเขา แต่เลือกที่จะยอมรับมันและเปลี่ยนสิ่งที่เขาได้เผชิญให้กลายเป็นประสบการณ์ ทางศิลปะอันนำไปสู่การตระหนักรู้และการเข้าใจในตัวเองอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น สิ่งนี้ยกระดับโศกนาฏกรรมของไวลด์ไปสู่ชั่วขณะแห่งคาธาร์ซิส (Catharsis) นั่นคือ การปลดปล่อยและการชำระล้างทางอารมณ์ผ่านศิลปะ

และทั้งหมดคือสิ่งที่ไวลด์ได้เรียนรู้และถ่ายทอดมันออกมาใน De Profundis เล่มนี้ ดังที่ไวลด์เองได้สรุปใจความทั้งหมดของมันเอาไว้ในตอนท้ายจดหมายถึงดักลาส ว่า

“เธอมาหาฉันเพื่อเรียนรู้ความสำราญของชีวิตและความสำราญของศิลปะ  บางทีฉันอาจถูกเลือกเป็นผู้สอนให้เธอรู้จักบางสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่า  นั่นคือ ความหมายของความเศร้า และความงามของมัน”

รติพร ชัยปิยะพร
ผู้แปล